ไปเที่ยว มัลดีฟส์ ซ้ำอีกสักครั้ง เห่ย!! ทำไมหมือนเพิ่งไปครั้งแรก

FacebookTwitterGoogle PlusLineคุณเคยมีโอกาสได้ไปมัลดีฟส […]

คุณเคยมีโอกาสได้ไปมัลดีฟส์กันหรือยังครับ? … สำหรับผม มัลดีฟส์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งเลยก็คือ ประสบการณ์ในการไปเยือนแต่ละครั้งของผมแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็เพราะจริง ๆ แล้วมัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะหลายร้อยเกาะที่แต่ละเกาะก็มีรีสอร์ทหรือที่พักแต่ละแห่งแยกออกจากกัน ซึ่งรีสอร์ทเหล่านั้นจะเป็นทั้งที่พักผ่อนและจุดเริ่มต้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของเรา เพราะฉะนั้นการเลือกพักรีสอร์ทหรูก็จะได้อารมณ์ราวกับคุณเป็นราชา กินหรูอยู่สบายราวกับหลุดมาอยู่ในอีกโลก
แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีโอกาสได้มาเที่ยวอีกครั้ง เฮ้ย! ทำไมเหมือนเพิ่งไปครั้งแรก!? นั่นก็เพราะผมลองเปลี่ยนแนวที่พักมาเป็นสไตล์ Local นั่นเองครับ
ขอบอกเลยว่าแค่เปลี่ยนแนวรีสอร์ทหรือโรงแรมที่พัก ทั้งบรรยากาศ ประสบการณ์ที่ได้ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำก็เปลี่ยนอารมณ์ไปเลย เหมือนกับเราเพิ่งเคยไปมัลดีฟส์ครั้งแรกยังไงยังงั้น

ลองมาดูกันดีกว่าครับว่าประสบการณ์สนุก ๆ ของผมในการไปเที่ยวมัลดีฟส์อีกครั้ง แต่เปลี่ยนสไตล์การท่องเที่ยวมาพักที่เกาะ Local จะมีอะไรสนุก ๆ แปลกใหม่ ต่างจากการพักที่รีสอร์ทหรู รอพวกเราอยู่บ้าง ผมลิสเอาที่ผมรู้สึกว่าแตกต่างจากที่ผมเคยไปมา 5 อันดับแรกเลยละกันครับ

1. เพลินตากับวิวบิกินี Bikini Beach เกาะ Maafushi

เกาะ Maafushi เป็นเกาะ Local แห่งเดียวที่อนุญาตให้เราสามารถ “ใส่บิกินี” มาเดินเล่นริมชายหาดและเล่นน้ำทะเลได้ โอ้โห! ผมนี่ตื่นเต้นแถมยังตื่นตาตื่นใจไปกับวิวสาว ๆ ในชุดบิกินีเลยล่ะ เพราะปกติจะไม่ค่อยเจอบรรยากาศแบบนี้ที่มัลดีฟส์ นอกจากนี้ในเรื่องของความเงียบสงบก็ยังขึ้นชื่ออยู่ครับ เพราะเป็นเกาะที่ชาวต่างชาติไม่เยอะ หาดทรายขาวและสะอาดมาก คลื่นไม่แรง เหมาะสำหรับการพักผ่อนสบาย ๆ เล่นน้ำทะเลชิลล์ ๆ แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับวิวสาวสวยในชุดบิกินีอีกด้วย

2. เปิดประสบการณ์นอนบนเรือ (Liveaboard Cruise) กับ Carpe Diem Maldives

เราอาจคุ้นเคยกับการพักรีสอร์ทหรู นอนวิลล่ากลางน้ำ ซึ่งคุณอาจคิดว่านั่นคือสุดยอดประสบการณ์สำหรับการมาเที่ยวมัลดีฟส์แล้ว แต่การ “นอนบนเรือ” หรือ Liveaboard นั้น เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่ผมรู้สึกว่าสุดยอดยิ่งกว่า! เพราะเราได้นอนบนเรือของจริง เป็นเรือที่แล่นบนท้องทะเลระหว่างที่เราพักผ่อน โดยเรือดังกล่าวก็คือ เรือ Carpe Diem ครับ นอกจากการนอนบนเรือแล้ว ล่องเรือลำนี้เพื่อไปชมเกาะต่างๆ และยังสามารถแล่นไปจอดยังจุดดำน้ำดีๆ แล้วลงดำน้ำชมวิวสวยๆ ใต้ท้องทะเลได้ทันทีอีกด้วย

3. สนุกกับบาร์ลอยน้ำ (Floating Bar)

มาเที่ยวเกาะ Maafushi ซึ่งเป็นเกาะ Local ทั้งที จะไม่ลองลิ้มชิมรสอาหารแบบท้องถิ่นก็จะยังไงอยู่ แต่เราจะกินแบบธรรมดาทุกมื้อได้ไง ในเมื่อที่นี่มีบริการสุดพิเศษ นั่นก็คือ “บาร์ลอยน้ำ (Floating Bar)” นั่นเองครับ ซึ่งบาร์ลอยน้ำนี้ไม่ใช่บาร์อาหารหรือบาร์เครื่องดื่มเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่กลางทะเลเฉย ๆ แต่เป็นเรือลำใหญ่ที่แล่นไปกลางน้ำระหว่างที่คุณและเพื่อนได้อิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มมื้อพิเศษ ด้วยบริการเมนูอาหารอิตาเลียน อาหารผสมผสาน หรือ ฟิวชั่นฟู้ด (Fusion Food) จากคนท้องถิ่นบนเกาะที่หากินที่ไหนไม่ได้ รสชาติแบบออริจินัลแท้ ๆ นอกจากนี้ยังสามารถกินดื่มอย่างสนุกสนาน แฮงเอาท์กับเพื่อน ๆ ได้เต็มที่โดยที่นี่เป็นที่เดียวเท่านั้น ที่สามารถเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เนื่องด้วยกฎหมายของชาวอิสลามที่ห้ามดื่มของมึนเมาเด็ดขาดบนเกาะพื้นเมือง ด้วยเหตุนี้เราจึงเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนท้องทะเลแทน รับรองว่าคุณจะตื่นเต้นกับประสบการณ์นี้แน่นอนครับ

นอกจากนี้ถ้าเราออกมาแฮงเอาท์กันช่วงกลางคืน ตลอดลำเรือจะเปิดไฟสวยงาม ส่วนบนชั้นสองนั้นประดับแสงไฟและมีไฟสวยงามราวกับอยู่ในแฟชั่นโชว์ (Psychedelic Fashion) อีกทั้งยังมีห้องรองรับหรูหราสำหรับพักผ่อน รวมถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือห้องนันทนาการ หรือ Cool Entertainment Room บนชั้น 1 ที่จัดเต็มด้วยทีวีจอยักษ์ เครื่องเสียง คาราโอเกะ โซฟาระดับพรีเมี่ยม อีกทั้งยังมีหนังเรื่องเยี่ยมมากมายให้คุณได้เลือกชม และที่พิเศษสุดคือห้องเลาจ์ที่อยู่บริเวณหัวเรือลำยักษ์ แค่ได้นั่งจิบแชมเปญพร้อมกับพักผ่อนในเลาจ์แห่งนี้ ผมว่าก็เป็นสุดยอดโมเม้นท์ประทับใจที่หาที่ไหนไม่ได้แล้วครับ

4. เล่นกอล์ฟบนเกาะท่ามกลางทะเล ที่ Shangri-La’s Villingili Resort & Spa

ใครที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟต้องไม่พลาด กับการเล่นกอล์ฟบนเกาะ รายล้อมไปด้วยทะเลสวยสีครามพร้อมท้องฟ้าใส ท้าทายโปรกอล์ฟมือสมัครเล่นที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากคอร์ทหญ้าธรรมดาๆ มาเป็นสนามหาดทรายที่รายล้อมไปด้วยทะเลมัลดีฟส์ ประสบการณ์แปลกใหม่แบบนี้หาได้ที่ Shangri-La’s Villingili Resort & Spa เท่านั้นครับ

5. จุดดำน้ำกับฝูงปลากระเบนราหู Manta Point

การเที่ยวเกาะ Local ก็มีกิจกรรมทางน้ำสนุกๆ ไม่ต่างจากการเที่ยวมัลดีฟส์แบบที่เราเคยสัมผัสมา แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเรื่องของเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่การเที่ยว Local ทำให้เราได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นมากกว่า เช่นเดียวกับการมาเยือนมัลดีฟส์แบบ Local ครั้งนี้ของผม แน่นอนว่าก็ไม่พลาดที่จะออกไปดำน้ำเช่นเคย แต่สิ่งที่แปลกใหม่กว่าเดิมก็คือการที่ไกด์ชาวประมงท้องถิ่นพาเราไปยังจุดดำน้ำดี ๆ มากมายหลายจุดที่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ และยิ่งจุดดำน้ำที่ทำให้ผมได้เห็นและได้อยู่ใกล้กับฝูงปลากระเบนราหู หรือที่เราเรียกกันว่า Manta point นั้น ถือเป็นการดำน้ำที่ดีที่สุดในทริปนี้เลยครับ เพราะถ้าไม่ได้เห็น Manta ray หรือกระเบนราหู ผมคงรู้สึกว่ามาไม่ถึงมัลดีฟส์จริง ๆ

เป็นยังไงบ้างกับ 5 กิจกรรมที่การเที่ยวแบบ Local ก็ให้คุณสนุกและเปลี่ยนบรรยากาศได้มากกว่าที่คิด ต่างจากอารมณ์เวลาเที่ยวแบบหรูอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าการมาเที่ยวครั้งนี้เป็นการเที่ยวมัลดีฟส์ครั้งแรกเลยล่ะครับ เพื่อน ๆ คนไหนที่อยากกลับมาเที่ยวมัลดีฟส์อีกครั้งแต่กลัวจะเบื่อล่ะก็ ลองมาเที่ยวเกาะ Local แบบผมสิครับ รับรองว่าได้ทั้งบรรยากาศใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คุณต้องติดใจและรู้สึกเหมือนได้มามัลดีฟส์ครั้งแรกแน่นอน!